Saturday, 25 August 2007

A Sucker Foodshop on the highway


เราเดินทางบ่อยครั้งเพื่อไป Metal detecting ตามชายหาดและที่อื่นๆ ร้านอาหารเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามักทานอาหารง่ายๆ ราคาไม่แพงมากนัก ตามร้านข้างทางที่ขับรถผ่าน เราพบเจอร้านอาหารที่ดีบ้าง(ถ้าโชคดี)ไม่ดีบ้าง (พบเจอบ่อยมาก)ไปตามเรื่องและโอกาส

สิ่งที่อยากจะบอกเล่าวันนี้เป็นร้านอาหารที่เราพบขณะขับรถไปเที่ยวเกาะสีชัง เริ่มแรกเป็นร้านที่อยู่ในจุดพักรถปั้มน้ำมัน ปตท.ข้างทางที่บางนา เราไม่ได้ขึ้นทางพิเศษเพราะวันนั้นรถไม่มากนัก เราขับทางข้างล่าง ในจุดพักรถมีร้านอาหารมากมาย แต่วันนั้นเราไปถึงค่ำ ศูนย์อาหารปิดหมดแล้ว เหลือแต่ภัตาคาร เราลองเสี่ยงเลือกร้านหนึ่ง(ไม่มีราคาอาหารติดป้าย)ชื่อร้าน The Anda Food Channel เราจำต้อสั่งอาหารที่ราคาไม่แพงมากนัก(แต่ราคามหาโหด)

ลองดูราคาอาหารแล้วกันนะครับ
ราดหน้าหมู่ฮ่องกง จานละ 65 บาท
ข้าวขาหมูพริกไทยดำ จานละ 65 บาท
ยังกะรับประทานในโรงแรม(ที่ดวงจันทร์) เฮ้อ!

ถ้าเทียบกับคุณภาพและปริมาณในร้านอาหารต่างๆ ที่เราเคยทาน เช่น ในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่เราทำงานอยู่ ราคาแค่ 15 บาท อร่อยกว่ามาก แถมปริมาณมากกว่าด้วย ที่นำมาเล่าให้ฟังก็เพราะเห็นว่า การฉกฉวยโอกาสหากินกับนักเดินทางและนักท่องเที่ยวในบ้านเรานั้นเป็นไปอย่างตะกรุมตะกราม ร้านเหล่านี้เป็นตัวบ่อนทำลายการท่องเที่ยว ทางการควรเข้าไปดูแล เราว่าน่าจะมีการควบคุมให้ได้โดยการออกกฎหมายบังคับให้ติดราคาอาหารหน้าร้าน เพราะทำลายความรู้สึกมาก ในต่างประเทศนั้น เขาไม่ทำกัน เราเคยเรียนอยู่ออสเตรเลีย ราคาอาหารตามร้านอาหารต่างๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวจะเป็นมาตรฐาน ไม่ฉกฉวยโอกาสเหมือนบ้านเรา แม้ไปเที่ยวไต้หวันบ่อยครั้ง เราก็ไม่เคยเจออย่างนี้

ลองเปรียบเทียบกับราคาอาหารที่น่าจะแพงอย่างบนเกาะสีชัง เพราะต้องนำอาหารสดมาจากบนฝั่ง ราคายังยุติธรรมหรือ reasonable price ลองดูราคานะครับ ร้านอาหารที่ว่านี้ชื่อ ร้านสาวน้อย อยู่หาดถ้ำพัง เราเดินชายหาด detecting ไป พักไป หิวก็สั่งอาหารมาทาน อิ่มหมีพลีมันด้วยราคาน่าพอใจ
ข้าวผัดทะเล ไข่ดาว 45 บาท
น้ำขวดใหญ่ 20 บาท
น้ำแข็ง 15 บาท
โค้กขวดเล็ก (2 ขวด) 30 บาท
หมึกผัดไข่เค็ม 100 บาท
ข้าวเปล่า 10 บาท
รวมแล้วเราคิดว่าน่าจะจ่ายมากกว่านั้น แต่จ่ายไปเพียง 220 บาทเท่านั้น

อีกร้านหนึ่งที่น่านำมาบอกกล่าวกันก็คือร้านอาหารที่เราพัก คือ ทิวไผ่ ปาร์ค อาหารราคายุติธรรมดีทั้งๆ ที่อยู่บนเกาะเช่นกัน
น้ำ 1 ขวด ราคา 10 บาท
น้ำผลไม้ปั่น 25 บาท
ข้าวผัดทะเล 40 บาท
ราดหน้าทะเล 35 บาท
อาหารเช้า 75 บาท (ทานตามใจชอบ เติมได้ไม่อั้น)

ก็ลองนำมาเปรียบเทียบให้ดู เราเข้าใจว่าร้านอาหารหลายแห่งมาแล้วก็ไป ทำแล้วเลิก เพราะคิดเอาแต่ได้ ไม่ได้คิดว่าเป็นงานบริการหรือใจอยากทำธุรกิจประเภทนี้ แต่ทำเพราะหวังกอบโกยเอาเปรียบลูกค้าร่ำไป ก็ลองดูแล้วกัน ถ้าเจอร้านอาหารที่เป็นแค่ตัวsucker ก็เลี่ยงๆละกัน อย่าอุดหนุน

หมายเหตุ นำรูป Lamb ที่เคยกินในออสเตรเลียมาให้ดูเฉยๆ เพราะอยากจะบอกว่าราคาที่กินน่ะ ไม่ถึง 5 ออสเตรเลียนดอลลาร์ด้วยซ้ำ

Friday, 22 June 2007

Clean Toilet for free


ส้วมที่วัดทุ่งการ้อง จังหวัดอยุธยา เป็นส้วมสะอาดมากแห่งหนึ่งที่เราพบในประเทศไทย มาตรฐานส้วมสาธารณะของไทยนั้นยังไปไม่ถึงไหน แม้เราจะหน้าใหญ่รับเป็นเจ้าภาพส้วมโลกในปีหน้าก็ตาม แต่ลองไปดูส้วมสาธารณะในกรุงเทพฯมหานครดูสิ ไม่อยากบรรยาย เราหาผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องส้วมสาธารณะของไทยไม่ได้เพราะเกี่ยงกันจัง จะหานักการเมืองที่ทัศนวิสัยในเรื่องนี้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกเพราะมาตรฐานนักการเมืองไทยยังด้อย น้ำเน่าเป็นส่วนใหญ่ พื้นฐานมักมาจากพวก stupidity เราก็เลยไม่รู้จะหวังอะไร ยิ่งเห็นออกมาเย้วๆ กันที่สนามหลวงยิ่งย้ำเน้นว่าพวกนี้ก็ยิ่งกว่า fucking stupid

Wednesday, 30 May 2007

On the move

ลุงวรรณช่วยลูกสาวย้ายของ(สมบัติบ้า)จากมหาวิทยาลัยกลับบ้าน เมื่อคราวใกล้จบการศึกษา ตอนนี้พักเหนื่อยสนามหน้าบ้าน ลูกถ่ายไว้ เมื่อปีก่อน

Rock Climbing



เตรียมวางสมอเพื่อร้อยเชือกในการโรยตัว (belay) หน้าผาแห่งนี้ไม่สูงมากนัก เราเล่นก่อนจะไปปีนอีกแห่งหนึ่ง

Rock Climbing at Freycinet, Tasmania



ภาพหมู่ที่ลุงวรรณถ่ายกับพวกไปปีนหน้าผา ทางตอนเหนือของทัสมาเนีย เพื่อนๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่เรียน Education มีสองคนเรียน Social Work และอีกคนเรียน Aquaculture
(ลุงวรรณ อยู่ข้างหน้าสุด)

Wednesday, 14 March 2007

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


แนะนำลูกค้า (Introducing Clients)

Mr. Mitchell, I’d like you to meet my manger, Henry Lewis?”
Mr. Mitchell อาจพูดต่อไปว่า
“How do you do?” Mr. Henry ก็ตอบว่า
“How do you do?” เหมือนกัน
Mr. Mitchell ก็อาจตอบว่า
“Please to meet you.” หรือ “Good to meet you.”
หัดใช้บ่อยให้การทักทายเป็นไปอย่างอัตโนมัติและสุภาพ
เคล็ดในการพูด (Speaking Tips)

“How do you do?” ในภาษาอังกฤษนั้นค่อนข้างจะเป็นทางการในภาษา อังกฤษแบบ British English และการตอบในคำถามนี้ต้องเป็นการตอบทวนคำถามด้วย “How do you do?” เท่านั้น ก็แปลกดี เรียนรู้มรรยาทไว้ก็ดี ไม่เสียหลายครับ

ในงานเลี้ยงแบบไม่เป็นทางการ (At a more informal party)
เมื่อเราแนะนำให้เพื่อนสองคนรู้จักกัน เราก็พูดง่ายๆ สั้นๆ ว่า
“John, this is Sarrah.”
แค่นี้ก็รู้เรื่องกันแล้ว ไม่ต้องนึกถึงประโยคยาวๆ ให้ยุ่งยาก

Tuesday, 13 March 2007

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


แนะนำคนอื่น
แนะนำเพื่อนให้รู้จักกับเพื่อนร่วมงาน (Introduce a friend to a work colleague)

“Sarrah, have you met my colleague John?”


“Sarrah, I’d like you to meet my colleague, John”


Sarrah พูดก็ว่า


“Please to meet you, John.” หรือ


“ Nice to meet you, John.”

ลองฝึกพูดกับเพื่อนๆ ในหอก็ได้

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ




แนะนำตัว(Introduce yourself)
การแนะนำตนเองของชาวตะวันตกนั้นถือว่าเป็นวัฒนธรรมและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ตามมมรรยาทเราควรแนะนำตัวเองก่อน

ที่งานปาร์ตี้แบบสบายๆ แห่งหนึ่ง

“ I’m Maria.” หรือ
“Hello. My name’s Maria.”
คำตอบอาจเป็น
“Hello Maria, I’m Sarrah.”หรือ
“Nice to meet you. I’m Sarrah.”
ในที่ทำงาน สถานการณ์คล้ายๆ กัน
“I’d like to introduce myself. I’m Maria from….” หรือ
“Let me introduce myself. I Maria from…”
ผู้พูดอีกฝ่ายอาจตอบว่า
“Nice to meet you. I’m Peter Mitchell from Mitchell Creations”
“Please to meet you. I’m Peter Mitchell from Mitchell Creations”
“Hoe do you do. I’m Peter Mitchell from Mitchell Creations”


ฝึกมากๆ นะครับ จะคล่องไปเอง





ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


Greeetings

ทักทายคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เราสามารถใช้คำว่า “Hello” ทักทายคนที่เราไม่รู้จักได้ แต่ก็มีคำทักทายที่เป็นทางการกว่าอยู่เหมือนกัน เช่น
“Good morning /Good afternoon / Good evening.”
อีกฝ่ายอาจจะตอบมาด้วยคำพูดอย่างเดียวกับคำที่เราใช้ แล้วก็ตามด้วยการสนทนาอย่างสุภาพ เช่น “How was your trip?”
“How did you find our office easily?”

หัดพูดประโยคซ้ำๆ บ่อย จะรู้สึกว่าเราพูดคล่องไปโดยไม่รู้ตัว



ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


ทักทายในภาษาอังกฤษ (Greetings)
เพื่อนสองคนพบกัน (Two friends meeting)
ปกติถ้าเป็นเพื่อนกันเมื่อพบกันเรามักทักทายด้วย “Hi” แล้วก็ถามด้วยคำถามทั่วไป เช่น
“How are you?”
“How are things?” หรือ
“How’s life?”
คำตอบส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปในทางที่ดี เช่น
“Fine thanks, and you?
“Fine thanks, what about yourself?”
“Not bad”

โดยส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครตอบในทางลบ เช่น It's aweful! แม้ว่าเราจะถูกภรรยายำมาจนเละก็ตาม
ลองฝึกบ่อยๆ ก็จะชินและเมื่อเวลาต้องทักทายจริงๆ เราก็สามารถพูดได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องนึกก่อนพูด




Monday, 12 March 2007

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ




การออกเสียงภาษาอังกฤษ (Improving your pronunciation)

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดที่ช่วยในการปรับปรุงการออกเสียงภาษาอังกฤษของเราได้
ก่อนอื่นต้องยอมรับซะก่อนว่า เราไม่ใช่เจ้าของภาษา ไม่ได้เกิดมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น การที่จะให้เราพูดภาษาอังกฤษมีสำเนียงแบบเจ้าของภาษาเปี้ยบนั้นก็คงยาก เพราะเรามาเรียนภาษาอังกฤษเอาเมื่อตอนที่เราโตแล้ว ยิ่งเราอยู่ในประเทศไทยด้วยแล้ว ไม่ค่อยจะมีโอกาสพูดภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่ จึงเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับคนไทยเราบ่อยๆ เอาล่ะ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เอาเป็นว่าพูดแล้วคนอื่นเข้าใจที่เราพูดเป็นอันใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ไหนๆ เรียนแล้วก็ออกเสียงให้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาหน่อยละกัน เพื่อจะเอาไปใช้ได้จริงๆ และก็อย่าสิ้นหวัง มีอยู่หลายวิธีที่เราสามารถปรับปรุงทักษะการออกเสียงและการพูดของเราได้


๑. ฟังให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (Listen to spoken English as often as possible)
ฟังเจ้าของภาษาออกเสียงคำหรือวลีต่างๆ แล้วก็ลองเอาเป็นแบบออกเสียงตามที่เจ้าของภาษาพูดดู

๒. หัดเรียนตัวอักษรที่ใช้แทน เสียง(phonetic alphabet)ดูบ้าง (Learn the phonetic alphabet)
ให้เราใช้อักษรแทนเสียง(หาได้จากในหน้าแรกหรือปกในของDictionary) เป็นแนวในการออกเสียงคำใหม่ๆ
๓. อย่าลืมเรียนการเน้นหนักของเสียงในคำใหม่ที่เราเรียนด้วย (Don’t forget to learn the word stress of a new word)
คำในภาษาอังกฤษทุกคำมีการเน้นหนักหรือ stress ในแต่ละคำหรือการเน้นที่ท้ายประโยค (intonation) ตัวอย่างเช่น คำว่า “believe” มีสองพยางค์ คือ be กับ lieve แต่การออกเสียงไปเน้นหนักที่พยางค์ที่สองหรือพยางค์ท้ายคือ be’lieve ไม่ใช่‘believe หรือพยางค์หน้า

ว่ากันว่าการเน้นเสียงหนักในภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันเพราะหากเน้นผิดพยางค์ความหมายอาจเปลี่ยนไปหรือผู้ฟังที่เป็นเจ้าของภาษาไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร ลองอีกจะครับ




ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


โครงสร้างตัวอย่างการสนทนา
ลองมาดูตัวอย่างโครงสร้างการสนทนาของประโยคก่อนๆ ข้างล่างที่เราเรียนมา เผื่อจะนำไปเป็นตัวอย่างของประโยคอื่นๆ ดูบ้าง
๑. เจ้าหน้าที่ทักทายเรา

"(Good morning) How can I help you?"
"What can I do for you?"

๒. เราขอให้คนอื่นทำอะไรให้เรา
I'd like some information about...
Can I have...
Three stamps for Europe, please.

๓. เจ้าหน้าที่ถามคำถามเรา
Single or return?
Air-mail or surface mail?

๔. เราตอบ
Oh,er, single thanks.
Um,let me see. Air-mail, please.

๕. เจ้าหน้าที่ถามว่าเราต้องการอย่างอื่นอีกหรือไม่
Will that be all?
(Is there)any thing else?

๖. เราตอบ
Ah, actually I also'd like...
No, that's it thanks. (Thank you.)

อย่าลืมหมั่นฝึกบ่อยๆ นะครับ การเรียนภาษาไม่ได้ยากมากสำหรับเรา หากเราพยายาม เพราะภาษา "เป็นพฤติกรรมที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้"



Saturday, 10 March 2007

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


ข้อควรจำสำหรับคำว่า “Please กับ Thank you”
ปกติ please จะอยู่ช่วงท้ายของประโยค เช่น

“Two tickets, please.”
“Can you give me direction to Silom Street, please?”

เราใช้ Thank you หลังจากเราได้รับอะไรบางอย่าง เช่น
“Here’s your change.”
“Thank you.”

การใช้ Excuse me
ถ้าเราต้องการถามหรืออยากให้ใครทำอะไรให้เรา เรามักใช้ “excuse me” เช่น
ในร้านขายของ “Excuse me, do you have this dress in a smaller size?”
บนถนน “Excuse me, do you know where the nearest bank is?”

หมั่นฝึกบ่อยๆ

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


Tips
เคล็ดในการพูด
เมื่อเราต้องการสอบถามหรือขอให้ใครทำอะไรให้เรา เราควรถามด้วยความสุภาพ ต่อไปนี้เป็นวิธีการถามแบบสุภาพ

การทักทายด้วยการ Say hello
เอ่ยคำว่า “Hello”ก่อนแล้วตามด้วยรอยยิ้ม เป็นการแผ้วทางหรือทอดสะพานก่อนที่เราจะถามคำถาม
“Hello, (I’d like) a travel card, please.”ในสถานการณ์ที่เป็นทางการขึ้น เราก็ใช้ “Good morning”, “Good afternoon”, “Good evening” (ข้อสำคัญอย่างหนึ่ง จำไว้ว่า “Good night” เราใช้ในความหมายว่า “Good bye” หรือร่ำลากันในตอนสิ้นสุดของวัน ไม่ใช่คำทักทายเหมือนกับที่ว่ามาแล้วนะครับ อย่าเข้าใจผิด)
"Good evening. We've booked a table for four"
ลองฝึกดูแล้วกัน

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


Responding to questions
ขณะที่เราสอบถามข้อมูล แล้วคนที่เราสอบถามนั้นต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สมมุติว่าเขาถามคำถามกลับมา เราไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะถาม เราอาจขอเวลาคิดนิดนึงก่อนพูดโดยการใช้คำพูด ลักษณะที่เป็น “Oh”, “Ah”, Um หรือว่า “Er” ก็ได้ เพื่อหาตำตอบ จำให้ขึ้นใจว่าการที่เรานิ่งเงียบโดยไม่มีเสียงอะไรออกมาจะทำให้คู่สนทนาของเรารู้สึกอึดอัด ลองดูสถานการณ์ต่อไปนี้เมื่อเราไปซื้อตั๋วรถไฟ

You: “Two tickets to Glasgow, please”
Clerk: “Single or return?”
You: “Um, return, please. We’re coming back tomorrow.

(You are bureau de change) แลกเงิน
Clerk: “How would you like your money?
You: “Oh, er, three tens and a five, please.

You: “Hello. Can I have a leaflet about London museum, please?”
Clerk: “Sure. Anything else?”

You: “Um, do you have any information about musicals?”

ลองหมั่นฝึกๆ ดูเผื่อได้ใช้เวลาไปต่างประเทศหรือพุดกับชาวต่างประเทศนะครับ

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ


How to ask for things in English

การพูดขอให้คนอื่นเอาของให้เราเป็นภาษาอังกฤษนั้นไม่ยากนัก แค่ให้จำคำหลักๆ ไว้ แล้วก็เปลี่ยนประโยคไปตามสถานการณ์ ลองดูแล้วกัน

Asking clerks or desk helps สอบถามเจ้าหน้าที่

(ทักด้วย Hello) แล้วตามด้วยCan หรือ Could I have…..please? (เสียงต่ำลงหน่อย)
(Good Morning) Can/Could you give (หรือ get) me ….please?
(Good evening) A table for two, please

Interrupting people to ask them for something ขอขัดจังหวะเพื่อถามข้อมูล

Excuse me.
…Do you know if….?
….Do you have….?
…Do you except…(credit card)?
…Is this the right way for…(the post office)?
…Could you tell me if…(there is a post office near here)?

In more formal situations ในสถานการณ์ที่พูดกันอย่างเป็นทางการ
Excuse me.

… Would you mind…(keeping an eye on my luggage?)
… I wonder if you could …(move your suitcase a little.)

ลองฝึกดูนะครับ วันละนิดละหน่อย เดี๋ยวก็เป็นไปเอง อย่าท้อครับ เจอกันตอนหน้า

Friday, 9 March 2007

ภาษาอังกฤษวันละหน่อยกับลุงวรรณ

ฝึกภาษาอังกฤษจากรายการโทรทัศน์

การเรียนภาษาอังกฤษจากโทรทัศน์นั้นนับว่ามีประโยชน์มากอีกวิธีหนึ่ง เพราะโทรทัศน์มีภาพประกอบให้เห็น ทำให้เราเข้าใจง่ายกว่าวิทยุที่พูดโดยไม่เห็นตัว แต่โทรทัศน์นั้นเราสามารถเข้าใจได้ จากภาษาท่าทางของผู้พูด เราสามารถเลือกรายการภาษาอังกฤษที่เราชอบและคิดว่าสนุก จำไว้เป็นคาถาว่ารายการอะไรก็มีประโยชน์ต่อการเรียนภาษาอังกฤษนั้น ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำในการดูรายการโทรทัศน์ภาษาอังกฤษที่เว็บไซต์ english@home (www.english-at-home.com) บอกไว้
ให้เลือกรายการโทรทัศน์ที่เราคิดว่าน่าสนใจ เพราะการเรียนภาษาอังกฤษนั้นควรจะสนุก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราต้องฝืนใจทำหรือถูกบังคับให้ทำ ถ้าเราคลั่งไคล้รายการฟุตบอลก็เปิดดูรายการแข่งขันฟุตบอกหรือดูข่าวกีฬาอะไรเทือกนั้น
หาสมุดเก็บไว้ใกล้ๆ โทรทัศน์สักเล่ม เผื่อเอาไว้จดคำใหม่ๆ หรือคำที่เกี่ยวกับความรู้สึกที่เราได้ฟังจากโทรทัศน์ และการจดคำใหม่อย่างนี้จะเป็นประโยชน์มากขึ้นหากรายการที่เรากำลังดูอยู่นั้นมีคำอธิบายหรือ Subtitle ภาษาไทยอยู่ข้างล่าง
หมั่นดูรายการโทรทัศน์ภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ แม้ว่าเราจะดูโทรทัศน์แค่วันละ ๑๕ นาที พอนานๆ ไป เราจะรู้สึกแปลกใจว่าภาษาอังกฤษของเราพัฒนาขึ้นอย่างทันตาเห็น
ไม่ต้องไปกังวลให้มากด้วยเหตุแค่ว่าเราไม่เข้าใจทุกอย่างในรายการโทรทัศน์เพราะโดยปกติรายการภาษาอังกฤษในรายการโทรทัศน์นั้นเขาทำเพื่อให้คนที่เป็นเจ้าของภาษาดู ภาษาจึงมีคำยากๆ และคำที่เกี่ยวรู้สึกและคำที่เข้ากับวัฒนธรรมของเขา
แม้แต่รายการการ์ตูนหรือรายการสำหรับเด็กก็เป็นประโยชน์ต่อการเรียนภาษาอังกฤษทั้งนั้น เช่นรายการตอบคำถามทำให้เรารู้วิธีถามและตอบเป็นภาษาอังกฤษ
พยายามจดรายการที่เรารู้สึกว่าฟังเข้าใจง่ายและหมั่นดูเป็นประจำ การทำอย่างนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราและทำให้เราประสบผลสำเร็จในการฝึกภาษาอังกฤษได้ในเร็ววัน

Wednesday, 28 February 2007

เตรียมตัวลงหาด

เราเดินทางไปเที่ยว แต่ไม่ลืมติด เครื่อง Metal Detector ไปด้วยเพราะอาจได้ของแปลกๆ นอกจากแหวน เหรียญ สร้อยคอหรืออื่นๆ แล้ว เราภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง
ครั้งหนึ่งเรากำลังหาของที่ชายหาด มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาบอกว่า "เฮีย ช่วยหาแหวนให้หน่อยได้มั้ย ไม่รู้ตกตรงไหน" เราเดินไปดูให้ สักพักก็ได้ของคืนตรงที่แกกับคณะนั่งดื่มกินกันอยู่ที่ชายหาด แหวนตกอยู่ใต้เก้าอี้นั่นเอง แกขอบอก ขอบใจใหญ่จะให้เงินเราเป็นการตอบแทน เราบอก "ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ลงทุนอะไร" แกเลยให้เบียร์มาหนึ่งโหล บางครั้งเงินก็ไม่สำคัญอะไรกับเรา เราภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือใครบ้าง

Hobby แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ

ไปเที่ยวที่ชายหาดเจ้าสำราญ


เดินหาของตามชายหาดได้เพื่อนมากมาย ทั้งเด็กๆ และคนที่เข้ามาคุยด้วยความสนใจเพราะไม่เคยเห็น "คนชรา หาของ"

คนหาของ Treasure Hunting


แหวนที่พบใต้ทรายของชายหาดแห่งหนึ่ง

โลกส่วนตัวของลุงวรรณ
“ลุง หาอะไรครับ”
“หาอะไรคะ ลุง”
เหล่านี้เป็นคำถามที่ “คนหาของ” อย่างเรามักได้ยินประจำ
หาของ?
หาอะไร?
บางคนเรียกตัวเองว่า “นักล่าสมบัติ” บางคนก็เรียกตัวเองด้วยความเจียมตัวว่า “ คนหาของตก”
ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าอย่างไร เราขอเรียกตัวเองไปพลางๆ ก่อนว่า “นักหาของด้วยเครื่อง”
อาจจะเป็น “Treasure Hunter” หรือ“Detectorist”
เมื่อต้นปีก่อน มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งลาออกจากราชการทหารมาทำมาค้าขายอาหารอยู่ที่หาดสวนสน บ้านเพ ระยอง งานอดิเรกยามว่างจากช่วยแฟนขายอาหารของเพื่อนคนนี้ก็คือ “หาของ” ตามชายหาดซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำในทะเลทำหล่นในน้ำ ด้วยเครื่องมือตรวจหาโลหะที่เรียกทับศัพท์ว่า Metal Detector
เพื่อนคนนี้ สอนเราให้รู้จักและคุ้นกับเครื่อง Detector พอทดลองเล่นดู ก็รู้สึกสนุก และคิดว่าเหมาะสำหรับชายวัย (ชรา) อย่างเรา ตั้งใจไว้ว่าจะหามาใช้สักเครื่องหนึ่ง
หลังจากค้นข้อมูลเกี่ยวกับเครื่อง Detector แบบต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันจากอินเตอร์เน็ตและหนังสืออยู่พักใหญ่ก็ได้เสป็คที่ต้องการและท้ายที่สุดก็ได้ตัดสินใจซื้อเครื่องมือสองมาใช้ในเวลาต่อมา โดยติดต่อซื้อผ่านเอเย่นต์รายหนึ่งที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่อง Detector ยี่ห้อ Fisher รุ่น
CZ-20 ซึ่งเป็นฝรั่งชื่อ Keith ราคาไม่แพงมากนักเพราะเป็นเครื่องใช้แล้วและที่จัดว่าเป็นข้อดีของเครื่องรุ่นนี้ก็คือ สามารถเอาลงไปหาในน้ำได้ด้วย ผมอยากได้เจ้าเครื่องที่ว่านี้มาหาของในคลองหน้าบ้านผม ด้วยเหตุที่วัยเด็กผมชอบเล่นน้ำในคลองกับเพื่อนๆ ผมกับเพื่อนๆทำของหล่นไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นเหรียญสตางค์(แดง)และเหรียญที่เป็นพระที่ เด็กๆ หลายต่อหลายรุ่นเล่นน้ำคลองแห่งนี้ คิดว่าคงมีของที่ว่ามาหล่นไว้มาก
นอกจากนั้นผมคิดจะหาของที่คนทำหล่นไว้ตามท่าน้ำหน้าวัดแถวบ้านเพื่อหวนย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง
หลังจากศึกษาคู่มือวิธีใช้และเทคนิคในการหาของจนคิดว่าบินเดี่ยวเองได้แล้ว จึงออกตระเวนหาของตามที่ต่างๆ สนุกมากแต่แดดเผาจนเกรียมไปหมดแล้ว
ผมเริ่มหาของตามชายหาดและตามสนามเด็กเล่นเก่าๆ หรือแม้แต่สนามฟุตบอล ก็ได้ของมาสะสมเล่น ตั้งแต่เหรียญต่างๆ ไปจนถึงเหรียญที่เป็นพระเครื่อง ลองดูตัวอย่างสมบัติ(บ้า)ที่เจอที่หาดแห่งหนึ่ง

ลองขุดหาสมบัติตามชายหาดอยู่สักพักจึงเรียนรู้ว่าการ Metal Detecting นี้มีศิลปมากมายที่ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตลอดจนมรรยาทและจรรยาบรรณที่ต้องคำนึงด้วย

Metal Detecting
Treasure Hunting

Tuesday, 27 February 2007

หวนคิดไปในวัยเด็ก

ไม่ได้คิดจะเรียกร้องหรืออยากจะกลับไปอยู่ในวัยเด็กอีกครั้ง แต่จะมีความสุขทุกครั้งเมื่อหวนนึกถึงวัยนั้น ที่เรากับเพื่อนๆเคยใช้คลองหน้าบ้านเป็นสนามเด็กเล่น เราเล่นน้ำกันทั้งวัน เมื่อหิว เราก็ขึ้นมาคดข้าวในครัวกิน และก็กลับลงไปแช่อยู่ในน้ำทั้งวัน จนแม่ต้องคอยถือไม้เรียวมาคอยเรียกให้ขึ้นจากน้ำ เป็นอย่างนี้จนเติบใหญ่
เมื่อตอนนั่งเรือไปโรงเรียน เราชอบชะโงกหน้าไปราละอองน้ำที่สาดกระเซ็นขึ้นมาเป็นฝอย และจะถูกครูดุทุกครั้งที่ทำอย่างนั้น เราชอบมาก แม้ตอนนี้ เมื่อเวลาฝนตกขณะขับรถ เราชอบเปิดหน้าต่างเพื่อให้ละอองฝนกระเซ็นเข้ามาปะทะกับใบหน้า มีความสุขมากและทำให้นึกถึงวัยเด็กครั้งก่อนนั้น

Friday, 23 February 2007

Pleasure & Adventure

กำลังอยู่ระหว่างการเขียนเรื่องราวของคนชรา ให้กำลังใจด้วยครับ